วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมสุนทรราชวงศา ศาลากลางจังหวัดยโสธร นายสันชัย พัฒนะวิชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน (อบก.) ของจังหวัดยโสธร เพื่อติดตามการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังจะสูญเสียที่ดินทำกิน และร่วมกันพิจารณาปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปไถ่ถอนที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน
โดยในที่ประชุมได้มีการเปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนได้ช่วยชีวิตชาวบ้านทั่วประเทศ ที่กำลังจะโดนยึดที่ดินไปแล้วกว่า 37,132 ราย เป็นเงินเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ช่วยรักษาที่ดินเอาไว้ได้มากกว่า 3 แสนไร่ ซึ่งพี่น้องประชาชนในภาคอีสานได้รับการช่วยเหลือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยในพื้นที่จังหวัดยโสธรได้ช่วยชาวบ้านไปแล้ว 574 ราย เป็นเงินกว่า 120 ล้านบาท ส่วนใหญ่ผ่อนหนี้คืนจนหมดและได้โฉนดกลับสู่อ้อมกอดแล้ว 401 รายสำหรับการประชุมในวันนี้ มีวาระสำคัญคือการพิจารณาช่วยชาวบ้าน 2 ราย ที่ไปทำสัญญาขายฝากที่ดินเอาไว้กับนายทุนจนเกือบจะหลุดมือ ซึ่งทางคณะกรรมการฯ และ ธ.ก.ส. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ทั้งคู่เป็นหนี้เพราะความจำเป็นจริง จึงอนุมัติเงินกู้รวม 1,411,200 บาท ไปไถ่โฉนดคืนให้ทันที ซึ่งในโอกาสนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรได้กล่าวว่า ชาวบ้านหลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าสัญญาขายฝากครบ 1 ปีแล้วไม่มีเงินไปคืน ที่ดินจะตกเป็นของนายทุนทันที แต่ความจริงแล้ว กฎหมายใหม่ (พ.ร.บ.ขายฝากปี 2562) ระบุไว้ว่า นายทุน(ผู้รับซื้อฝาก) มีหน้าที่ต้องทำหนังสือส่งไปแจ้งชาวบ้านล่วงหน้าก่อนหมดสัญญาอย่างน้อย 3 เดือน (แต่ไม่เกิน 6 เดือน) เพื่อบอกชาวบ้านว่าจะหมดสัญญาแล้วนะ ต้องเอาเงินมาคืนเท่าไหร่ หากนายทุนลืมทำหนังสือแจ้ง หรือแจ้งไม่ตรงตามเวลา กฎหมายจะลงโทษนายทุนทันที โดยต่อเวลาให้ชาวบ้านมีสิทธิ์เอาเงินไปไถ่ที่ดินคืนได้เพิ่มอีก 6 เดือนนับจากวันหมดสัญญา เหมือนกับเคสของชาวบ้าน 2 รายวันนี้ ที่แม้อายุสัญญาเดิมจะหมดลงแล้ว แต่นายทุนไม่ได้ทำหนังสือแจ้งตามกฎหมาย กองทุนฯ จึงใช้ช่องกฎหมายนี้เข้าช่วยเหลืออนุมัติเงินเพื่อให้ชาวบ้านได้นำไปไถ่ที่ดินคืนมา
#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร #ยโสธร
ทินกร ข่าว